ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 287.97 จุด ขานรับสหรัฐ-จีนสงบศึกการค้าชั่วคราว

//ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดพุ่ง 287.97 จุด ขานรับสหรัฐ-จีนสงบศึกการค้าชั่วคราว

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ธ.ค. 61)–ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (3 ธ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขานรับข่าวผู้นำสหรัฐและจีนที่บรรลุข้อตกลงยุติข้อพิพาทการค้าชั่วคราว โดยปัจจัยดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ขณะที่หุ้นกลุ่มรถยนต์พุ่งขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า จีนได้ตกลงที่จะ “ลดและยกเลิก” การเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้นหลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นเกือบ 4% นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนดัชนี Nasdaq ปิดตลาดทะยานขึ้นกว่า 100 จุด

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,826.43 จุด พุ่งขึ้น 287.97 จุด หรือ +1.13% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,790.37 จุด เพิ่มขึ้น 30.20 จุด หรือ +1.09% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,441.51 จุด พุ่งขึ้น 110.98 จุด หรือ +1.51%

นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นอย่างคึกคักในการซื้อขายวันแรกของเดือนธ.ค. เนื่องจากความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีนเริ่มคลี่คลายลง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน เห็นพ้องกันให้เลื่อนกำหนดเวลาที่สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อการนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ออกไปอีก 90 วัน จากกำหนดเดิมในวันที่ 1 ม.ค.2562 เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้เดินหน้าเจรจายุติข้อพิพาทการค้าระหว่างกัน นอกจากนี้ จีนยังให้คำมั่นว่าจะสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐ ทั้งผลิตภัณฑ์จากภาคการเกษตร, พลังงาน, สินค้าอุตสาหกรรม และอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

ทางด้านนายแลร์รี่ คุดโลว์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาวได้แสดงความเชื่อมั่นว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนเพื่อแก้ไขข้อพิพาททางการค้าจะให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว โดยอาจประสบความสำเร็จภายในช่วงเวลา 90 วันที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ นายคุดโลว์ระบุว่า จะมีการปรับลดอัตราภาษีสินค้าเกษตรและพลังงาน และจะมีการยกเลิกอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีต่อบริษัทสหรัฐในจีน รวมทั้งจะมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายโอนเทคโนโลยี

หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมพุ่งขึ้น โดยเฉพาะหุ้นบริษัทโบอิ้งและแคทเธอร์พิลลาร์ที่ถือเป็นตัวชี้วัดการค้าของสหรัฐ เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีการลงทุนจำนวนมากในต่างประเทศ โดยหุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ พุ่งขึ้น 2.4% หุ้นโบอิ้ง พุ่งขึ้น 3.8% หุ้น 3M เพิ่มขึ้น 0.6% หุ้นยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ เพิ่มขึ้น 1.4% และหุ้นเอเมอร์สัน อิเล็กทริก พุ่งขึ้น 2.03% หุ้นอีตัน คอร์ป เพิ่มขึ้น 1.3%

หุ้นกลุ่มรถยนต์พุ่งขึ้นหลังจากปธน.ทรัมป์ได้ทวีตข้อความภายหลังการพบปะปธน.สี จิ้นผิงว่า จีนได้ตกลงที่จะ “ลดและยกเลิก” การเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐ จากระดับปัจจุบันที่ระดับ 40% โดยหุ้นเจเนอรัล มอเตอร์ (GM) ทะยานขึ้น 3.9% หุ้นฟอร์ด มอเตอร์ พุ่งขึ้น 2% หุ้นเฟียต ไครสเลอร์ พุ่งขึ้น 3.7%

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้น โดยหุ้นแอปเปิล พุ่งขึ้น 3.5% หุ้นเฟซบุ๊ก เพิ่มขึ้น 0.3% หุ้นเน็ตฟลิกซ์ เพิ่มขึ้น 1.5% หุ้นอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล เพิ่มขึ้น 0.6% หุ้น Nvidia ทะยานขึ้น 4.04% หุ้นไมครอน เทคโนโลยี พุ่งขึ้น 3.8% หุ้นซิสโก ซิสเต็มส์ พุ่งขึ้น 1.8% และหุ้นอินเทล พุ่งขึ้น 1.6%

หุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นเกือบ 4% เมื่อคืนนี้ โดยหุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 2.1% หุ้นเชฟรอน เพิ่มขึ้น 1.4% หุ้นอ็อคซิเดนเชียล ปิโตรเลียม เพิ่มขึ้น 1.5% หุ้นเดวอน เอนเนอร์จี พุ่งขึ้น 6.4% หุ้นเชซาพีค เอนเนอร์จี ทะยานขึ้น 5.8% และหุ้นฮัลลิเบอร์ตัน พุ่งขึ้น 3.9%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐดีดตัวสู่ระดับ 59.3 ในเดือนพ.ย. โดยสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 57.8 หลังจากแตะระดับ 57.7 ในเดือนต.ค.

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลภาคการผลิตของ ISM สวนทางกับที่ไอเอชเอส มาร์กิต รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 55.3 ในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน จากระดับ 55.7 ในเดือนต.ค.

ทางด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างปรับตัวลง 0.1% ในเดือนต.ค. ซึ่งลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างจะเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนต.ค.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนพ.ย.จาก ADP,ผลิตภาพ-ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยไตรมาส 3/2561, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนพ.ย.จากมาร์กิต, ดัชนีภาคบริการเดือนพ.ย. จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ดุลการค้าเดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนต.ค., ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนพ.ย., สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนต.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเบื้องต้นเดือนธ.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

** ตลาดหุ้นสหรัฐจะปิดทำการซื้อขายในวันพุธที่ 5 ธ.ค.นี้ เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่นายจอร์จ เอช ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีคนที่ 41 ของสหรัฐ ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมในวัย 94 ปี เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 30 พ.ย.ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐ **

 

–อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th–

2018-12-04T09:07:20+00:00 4 ธันวาคม 2018 เวลา 9:07|ข่าวเศรษฐกิจ|
X