คุณธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง ผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำอันดับหนึ่งของไทย ได้ร่วมพูดคุยเปิดมุมมองด้านทองคำ พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่กลุ่มลูกค้ากรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ และ กรุงศรีไพรม์ ณ ห้องรับรองพิเศษธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา ICON SIAM เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562

 

สรุปมุมมองทองคำ จากผู้เชี่ยวชาญอันดับต้นๆของไทย คุณต่าย ธนรัชต์ พสวงศ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของ กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง ผู้นำทองคำของเมืองไทย ในสัมมนาที่ทางธนาคารกรุงศรี จัดให้กับลูกค้าที่ Krungsri The Advisory เลยอยากจะมาแบ่งปันเล่าให้ฟัง

 

 

คำถาม 1. ทำไมพอร์ตการลงทุนต้องมีทองคำ ?

คำตอบ เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ (ไม่ต้องพูดเยอะเจ็บคอ) ไปดูผลตอบแทนปีที่แล้ว ราคาทองคำลดลงเพียง 1.5%

ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยร่วง 10% และ ราคาน้ำมันร่วงหนักกว่า 24% ครับ ชัดเลยนะครับว่าทำไมต้องมีทองคำ

“ปีนี้ ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่คนหันกลับมามองเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง” คุณต่ายฟันธงให้ผมฟังครับ

อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เศรษฐกิจสหรัฐ ฯ เริ่มเข้าสู่ภาวะ overheat (ร้อนแรงมากเกินไป) และหุ้นสหรัฐอาจจะเริ่มเข้าสู่ภาวะขาลงครับ

คุณต่ายมองว่า คงจะไม่มีสูตรตายตัวว่าควรจะมีทองคำอยู่พอร์ตเท่าไหร่ดี แต่แนะนำให้เอา 100 ลบกับ อายุของเราครับ ได้เท่าไหร่ ก็ควรจะเป็นสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยงที่เราควรถือ (ส่วนที่เหลือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย)

เช่น อายุ 40 ปี ก็เอา 100 ลบ 40 = 60 (60% ของพอร์ตควรลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและ 40% ลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย)

 

 

คำถาม 2. ราคาทองคำในอดีต เคยพุ่งสูงในช่วงไหนบ้าง?

คำตอบ ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2008) ทองคำแตะระดับ 1,032 ดอลลาร์สหรัฐ

ช่วงวิกฤติยูโรโซน (ช่วงกรีซ มีหนี้เสีย ช่วงปี 2009) ทองคำแตะระดับ 1,671 ดอลลาร์สหรัฐ

ช่วง S&P ลดอันดับเครดิตสหรัฐ (ช่วงปี 2011) จาก AAA เหลือ AA+ ทองคำพุ่งปรี๊ดไป 1,920 ดอลลาร์สหรัฐ โดยพุ่งแค่เดือนเดียว 15% (ผมว่าคนไทยส่วนใหญ่ติดดอยช่วงนั้นแหละครับ ใครโดนบ้างเอ่ย?)

ช่วงอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (ช่วงปี 2016) ทองคำแตะ 1,357 ดอลลาร์สหรัฐครับ (ราคาทองคำพุ่งวันเดียว 8%)

สังเกตว่าราคาทองคำจะพุ่งปรี๊ด ในช่วงที่เกิดความไม่แน่นอนในตลาดโลก

 

 

คำถาม 3 ความต้องการทองคำมาจากไหนบ้าง?

คำตอบ เหตุผลที่ต้องดูความต้องการ เพราะคุณต่ายมองว่า ราคาทองคำขึ้นอยู่กับ Demand มากกว่า supply

โดยภาพรวมแล้วความต้องการซื้อทองคำปีที่แล้ว 4,345 ตันเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย (ปีที่แล้วต้องการทองคำ 4,159 ตัน)

“ความต้องการใส่ทองคำ เป็นเครื่องประดับ ทองรูปพรรณ ยังสูงเป็นอันดับที่ 1 สูงถึง 2,200 ตัน”

รองลงมาคือ ทองคำเพื่อการลงทุน 1,159 ตัน โดยอินโดนีเซีย ซื้อทองคำแท่งมากเป็นอันดับต้น ๆ และรองลงมาคือพี่ไทยเนี่ยละครับ

อันดับ 3 คือ ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ต้องการซื้อทองคำ สูงถึง 651 ตัน จุดที่น่าสนใจคือปีที่ผ่านมา คือธนาคารกลางต่าง ๆ มีความต้องการทองคำเพิ่มขึ้นเกือบ เท่าตัวครับ สูงที่สุดในรอบ 50 ปี (หลัก ๆ มาจากความต้องการธนาคารกลางของจีน และรัสเซีย)

ส่วนอันดับที่ 4 คือ ทองคำที่เอาไปใช้ในอุตสาหกรรม เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ทำโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น รวมแล้ว 334 ตัน

 

 

คำตอบ 4. เมื่อเจาะเป็นรายประเทศ ประเทศไหนที่ซื้อทองคำมากที่สุดครับ?

ถ้าดูรายประเทศจะเห็นว่า “โดยหลัก ๆ แล้วความต้องการทองคำในจีนและอินเดีย รวมกันก็ครึ่งโลกแล้วครับ” (ประเทศละ 25%) คุณต่ายเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีครับ

“จีนมีเทศกาลตรุษจีน ในเดือน ก.พ. – มี.ค. ส่วนอินเดียจะมีเทศกาล ดีวาลี (Diwali) หรือเทศกาลแห่งแสงที่ชาวอินเดียนิยมซื้อทองคำ เป็นของขวัญให้แก่คนในครอบครัว ในช่วงเดือน ต.ค.” ปกติทั้งสองเทศกาลนี้จะเป็นช่วงที่ความต้องการทองคำสูงขึ้น

“แต่ปีนี้ จีนบริโภคทองคำมากที่สุดในโลกเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 30% ของความต้องการทองคำทั้งโลก”

“ส่วนอินเดียลดลงเหลือสัดส่วน 23%” คุณต่ายอธิบายเพิ่มเติมว่าโดยหลัก ๆ แล้วคนจีนซื้อทองคำเป็นเครื่องประดับครับ แต่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจของจีนด้วย

เหตุผลที่อินเดียนำเข้าทองคำในสัดส่วนที่น้อยลงกว่าปกติ เป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าของอินเดียด้วย

และน่าสนใจที่ประเทศไทยซื้อทองคำเป็นอันดับที่ 3 ของ เอเชีย ด้วยสัดส่วน 2.5% ของความต้องการทองคำทั้งโลกครับ (เพิ่งรู้นะเนี่ย คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริง ๆ)

 

 

คำถาม 5. อีกหนึ่งความต้องการทองคำทีต้องติดตาม

คำตอบ ทองคำ ETF (Exchange Traded Fund) กองทุนทองคำที่ซื้อขายในตลาด ฯ หลักทรัพย์ เป็นกองทุนที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2003 นี่เองครับ

“ETF ทองคำ มีผลทำให้ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น และเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ราคาทองคำเป็นขาขึ้นมาอย่างยาวนานจนถึงปี 2011” คุณต่าย อธิบายซะเห็นภาพเลยครับ

คุณต่ายแนะนำให้ติดตามตัวเลขการซื้อขายทองคำผ่าน ETF เป็นระยะ ๆ เช่นกอง SPDR ครับ เพราะเป็นตัวเลขที่บอกความต้องการทองคำได้ดีเหมือนกันครับ (สัดส่วนการซื้อขายทองคำผ่าน SPDR สูงถึง 32% ของ ETF ทั้งโลก)

“ถ้าตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น ราคาทองคำก็มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น แต่ต้องดูปัจจัยอื่นเสริมด้วย”

 

 

คำถาม 6. ทองคำมาจากไหนบ้าง? (supply ทองคำ)

คำตอบ ภาพรวมปริมาณทองคำทั้งโลก อยู่ที่ 4,490 ตัน (ข้อมูลปี 2011)

“หลัก ๆ มาจากการเหมืองทองคำ 3,346 ตัน” “แต่ทองคำ recycle หลอมใหม่ก็เพิ่มมากขึ้นแตะระดับ 1,172 ตัน”

 

คำถาม 7. สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวเลขการถือครองทองคำของธนาคารกลางครับ

คำตอบ “ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ธนาคารกลางเป็นผู้ซื้อสุทธิในทองคำอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน” คุณต่ายอธิบายให้เห็นความสำคัญครับ

โดยธนาคารกลางถือครองทองคำเป็นเงินสำรอง มากที่สุดในโลกคือ

ธนาคารกลางสหรัฐ: 8,133 ตัน

เยอรมนี: 3,369 ตัน

อิตาลี: 2,451ตัน

ประเทศรองลงมาคือ ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน, สวิสเซอร์แลนด์, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์, อินเดีย

จุดที่น่าจับตามองอย่างมาก คือ “จีนและรัสเซียถือครองทองคำในเงินทุนสำรองมากขึ้น” เหตุผลคือ ต้องการลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อลดบทบาทเงินดอลลาร์สหรัฐ

และตอนนี้จีนและรัสเซียจับมือกันในการใช้เงินหยวนเพื่อชำระค่าพลังงานที่ซื้อขายระหว่างกัน

โดยตอนนี้สัดส่วนการถือครองทองคำของธนาคารกลางจีน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 2.4% ทำให้มีโอกาสเติบโตอีกมากครับ

ส่วนธนาคารกลางรัสเซียเองก็ไม่น้อยหน้าครับ ซื้อทองคำติดต่อกัน 13 ปีทำให้ตอนนี้มีทองคำ 1,726 ตัน ครับ

 

 

 

คำถาม 8. มาถึงแนวโน้มราคาทองคำครับ?

คำตอบ “1,200 – 1,375 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 18,500 – 20,400 บาท” คือกรอบราคาทองคำในปีนี้ที่ ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์มาฝากครับ

ในภาพรวมยังมองว่าทองคำในตลาดโลกจะบวกได้ในปีนี้ แต่ต้องระวังค่าเงินบาทแข็งที่อาจจะกดดันราคาทองคำได้

สำหรับปัจจัยหลัก ๆ ที่ต้องติดตามคือ

1. ธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มชะลอการขึ้นดอกเบี้ย: โดยมองว่าปีนี้อาจจะไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเลย

2. สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน: “ถ้าคุยกันไม่สำเร็จ จะทำให้ราคาทองคำพุ่งขึ้น” คุณต่ายเสริมมุมมองให้ครับ

3. การเมืองสหรัฐกำลังวุ่นวาย: โดยเฉพาะประเด็นเพดานหนี้สหรัฐ ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็จะมีผลบวกต่อทองคำ

4. Brexit อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป: ถ้าออกจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีดีล ก็จะส่งผลบวกต่อทองคำ

5. การปรับฐานของตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะส่งผลบวกต่อทองคำเช่นกันครับ

สรุปแล้วถ้ามีข่าวร้าย ๆ เกิดขึ้นก็จะส่งผลบวกต่อทองคำนะครับ

 

 

คำถาม 9. แล้วค่าเงินบาทมีผลอะไรครับ?

คำตอบ ปกติแล้วถ้าค่าเงินบาทแข็ง ก็จะทำให้ราคาทองคำในประเทศลดลงนั่นเองครับ

“นับตั้งแต่ปี 2008 ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งจะขึ้นดอกเบี้ยไปครั้งเดียว ในขณะที่สหรัฐขึ้นไปแล้ว 9 ครั้ง”

“ปีที่แล้ว ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยเป็นไม่กี่ประเทศที่ค่าเงินแข็งค่า เหตุผลคือประเทศไทยมีเงินสำรองอันดับที่ 12 ของโลก และเกินดุลการค้าอยู่”

คุณต่าย มองว่า ปีนี้เงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ถึง 3 เดือนแข็งค่าขึ้นราว 2%

โดยปีนี้คาดเงินไหลออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย แต่คาดว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรจะสูงกว่าตลาดหุ้น

มีความคิดเห็นยังไง หรืออยากถามอะไรเกี่ยวกับทองคำฝากไว้ในคอมเมนต์ได้เลยครับ

ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุน ลงทุนมีความสุขครับ 🙂

 

ขอขอบคุณที่มาข้อมูลสัมมนาดี ๆ จาก Krungsri The Advisory ที่จัดให้กับกลุ่มลูกค้า KRUNGSRI EXCLUSIVE และ KRUNGSRI PRIME และ Cr.ถามอีก กับอิก เรื่องลงทุน Tam-eig