สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มิ.ย. 62)–ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (11 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดในแดนบวกติดต่อกันยาวนานถึง 6 วัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเติม

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,048.51 จุด ลดลง 14.17 จุด หรือ -0.05% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,885.72 จุด ลดลง 1.01 จุด หรือ -0.03% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,822.57 จุด ลดลง 0.60 จุด หรือ -0.01%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดอ่อนแรงลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยปธน.ทรัมป์ได้กล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์กับรายการ “Squawk Box” ของสำนักข่าว CNBC เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า หากปธน.สี จิ้นผิง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอด G20 ในเดือนนี้ สหรัฐก็จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมต่อสินค้านำเข้าจากจีน นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังขู่ว่า สหรัฐจะเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากจีนอีก 3 แสนล้านดอลลาร์ หากสหรัฐไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับจีนในไม่ช้า

ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์กันว่า ปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้นผิง จะพบปะกันนอกรอบการประชุมสุดยอดของกลุ่ม G20 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28-29 มิ.ย. เพื่อเจรจาแก้ไขความขัดแย้งทางการค้า

หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งมีความอ่อนไหนต่อประเด็นการค้าระหว่างประเทศ ปรับตัวผันผวนเมื่อคืนนี้ โดยหุ้นโบอิ้ง ร่วงลง 1.26% ขณะที่หุ้นแคทเธอร์พิลลาร์ ดีดตัวขึ้น 1.2% หุ้น 3M เพิ่มขึ้น 0.34% หุ้นอีตัน คอร์ป ลดลง 0.13% หุ้นเจเนอรัล อิเล็กทริก (GE) ปรับตัวขึ้น 0.7%

หุ้นยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ ร่วงลง 4% ขณะที่หุ้นเรย์เธียน ดิ่งลง 5.1% หลังจากปธน.ทรัมป์ได้แสดงความกังวลว่า การที่บริษัทยูไนเต็ด เทคโนโลยีส์ ประกาศซื้อกิจการของบริษัทเรย์เธียน ในวงเงิน 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์นั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม

หุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวลง โดยหุ้นพีจีแอนด์อี คอร์ปอเรชั่น ร่วงลง 3.4% หุ้นเอ็กเซลอน คอร์ปอเรชั่น ปรับตัวลง 0.7% หุ้นเฟิร์สท์เอนเนอร์จี ลดลง 0.6% หุ้นดุ๊ค เอนเนอร์จี ลดลง 0.75% หุ้นคอนโซลิเดทเต็ด เอดิสัน อิงค์ ลดลง 0.6%

ส่วนหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปรับตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่เมื่อคืนนี้ โดยหุ้นไป่ตู้ และหุ้นซีทริปดอทคอม อินเตอร์เนชันแนล ต่างก็พุ่งขึ้นกว่า 3% ขณะที่หุ้นทีเอแอล เอ็ดดูเคชัน พุ่งขึ้น 3.73% แต่หุ้นยัม ไชน่า โฮลดิ้งส์ ขยับลง 0.5%

นักลงทุนจับตาการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 18-19 มิ.ย.นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันที่ 18-19 มิ.ย.

อย่างไรก็ดี FedWatch ซึ่งเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาส 79% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ค. และมีโอกาส 90% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. และโอกาสมากกว่า 80% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธ.ค.

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนพ.ค.เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนเม.ย. และหากเทียบเป็นรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนพ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.2% ในเดือนเม.ย.

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐที่มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์นี้ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อเดือนพ.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนพ.ค., ยอดค้าปลีกเดือนพ.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนพ.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนเม.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนมิ.ย.

 

–อินโฟเควสท์ แปลและเรียบเรียงโดย รัตนา พงศ์ทวิช โทร.02-2535000 ต่อ 327 อีเมล์: ratana@infoquest.co.th–